How to Self-Study Dutch for the basisexamen inburgering (A1)

หลังจากที่หายจากการเขียน Blog ไปนานมากกกกกก เนื่องจากภารกิจการเตรียมตัวสอบ เพื่อนำคะแนนไปยื่น MVV ค่ะ

ก็อย่างที่หลาย ๆ ท่านทราบกันว่า ก่อนจะย้ายไปอยู่เนเธอร์แลนด์กับแฟน/สามี นั้น เราต้องผ่านการสอบ A1 ให้ผ่านก่อน ซึ่งการเริ่มต้นเรียนภาษาใหม่ นั้น… สำหรับเราคือ ยาก เสมอค่ะ อย่างภาษาอังกฤษ เราเริ่มต้นเรียนในโรงเรียน มีครูสอน แต่สำหรับการเรียนด้วยตัวเองนั้น จะต้องใช้พละกำลังมากกว่าปกติหลายเท่าค่ะ เราเคยเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่น และ ภาษาจีนด้วยตัวเองเหมือนกัน แต่ก็หยุดไปค่ะ ไม่มีแรงกระตุ้นมากพอ 55555

โดยใน Website : List25 ได้บอกไว้ว่า ภาษาดัตช์ นั้น ก็เป็น 1 ใน 25 ภาษาที่เรียนยากที่สุดในโลก จาก 6,000 กว่าภาษาทั้งหมดในโลก!!!! (แปลว่าที่เรา ๆ เรียนพื้นฐานกันเองได้ นี่ก็เก่งเหมือนกันนะคะ 55555)

25 Of The Most Difficult Languages To Learn In The World_20_Dutch

ที่มา: 25 Of The Most Difficult Languages To Learn In The World

ความเดิมก่อนตัดสินใจเรียนด้วยตัวเอง

ก่อนอื่น ขออธิบายเรื่องราวก่อนหน้าที่ตัดสินใจกับแฟนว่า จะเรียนด้วยตัวเอง ก็เจ็บมาเยอะ เริ่มแรกเรากับแฟนก็หาโรงเรียนที่สอนภาษา Dutch เพื่อไปสอบและใช้ในการขอ MVV ต้องบอกก่อนว่า ไม่เคยมีความรู้เรื่อง MVV อะไรนี่มาก่อนเลย แฟนบอก Course นี้เราก็ โอเค Course นี้ที่ชั้นต้องเรียนและสอบให้ผ่านเพื่อที่เราจะได้ใช้ชีวิตด้วยกัน

ก็เริ่ม Google เจอโรงเรียนแรก โลโก้สีฟ้า Location แถว ๆ สุขุมวิท (หลาย ๆ ท่านน่าจะพอเดาออกว่าที่ไหน) ก็โทร. ไปสอบถาม ได้ความว่า โรงเรียนสอนแค่ วัน และ เวลาทำงาน ซึ่ง เรายังทำงานอยู่ ไม่สามารถเรียนที่โรงเรียนนี้ได้ ก็ไม่เป็นไร หาต่อไปจนเจอโรงเรียนที่สอง ย่าน Town in Town (เรารู้ว่าทุกคนรู้ว่า โรงเรียนอะไร) ก็โทร. ไปสอบถามเช่นเคย ทางโรงเรียนก็แจ้งว่า สามารถสอนวันเสาร์ได้ ทางเราก็ดีใจ เพราะจะได้ไม่กระทบกับงานประจำที่เราทำ (สาย IT ซึ่งเวลาเลิกงานไม่เคยแน่นอน แล้วแต่ Project และ ความเร่งด่วนของ Issue ที่ต้องแก้) จากนั้น เนื่องจากแฟนมาพอดี ก็เลยเข้าไปกัน 2 คน เพื่อทำการพูดคุยถึงรายละเอียดกับผู้สอน (ไม่ขอเรียก อาจารย์/ครู เพราะขาดซึ่งคุณสมบัติของการเป็นครูโดยสิ้นเชิง) ซึ่งทางแฟนเราก็คุยกันผู้สอนถึงรายละเอียดต่าง ๆ ค่าเรียน ถ้าจำไม่ผิดประมาณ 21,500 บาท (คุณแฟนจ่าย) จากนั้น ก็เริ่มเรียนไปเรื่อย ๆ และเนื่องจากเราเรียนวันเสาร์ และ Plan ที่จะไปสอบและย้ายไปอยู่กับแฟนก็ไม่ได้กระชั้นชิด คาดว่าน่าจะใช้เวลาราว ๆ 6 เดือน – 1 ปี ซึ่งก่อนการชำระเงินก็ตกลงกันเรียบร้อย หลังจากเรียนไปได้สักพัก เรารู้สึกว่า เอ๊ะ มันไม่ได้เข้าใจเลย คือ สอนให้จำอย่างเดียว จริง ๆ คือ เรียนด้วยตัวเอง และ ไปนั่งสอบกับผู้สอน พอเวลาตอบไม่ได้ ก็จะโดนดุ (หรือ ด่า) ว่าทำไมเราไม่ตั้งใจ ทำไมเราทำไม่ได้? เราก็เลยลงเรียนเพิ่ม Basic Course คือ พื้นฐานเลยค่ะ มี Grammar บ้าง คำศัพท์เยอะ ซึ่งก่อนเรียนก็ได้คุยกันแล้ว ว่า Plan สอบของเราไม่รีบ เรียนไปเรื่อย ๆ Plan สอบประมาณ 6 เดือน หรือมากกว่า แต่ไม่เกิน 1 ปี ทางโรงเรียนโอเคหรือไม่? ซึ่งทางโรงเรียนก็แจ้งว่า โอเค ในระหว่างเรียนก็เริ่มรู้และเข้าใจมากขึ้น เราไปเรียนไม่ค่อยขาด มีขาด 1-2 ครั้ง ตอนเราไม่สบาย เราก็เริ่มโอเคขึ้นกับการเรียน จากนั้นทางโรงเรียนแจ้งเราเมื่อ January นี้ว่า จะปิดโรงเรียน และบอกว่าเรามาเรียนได้ถึงแค่ February เท่านั้น เพราะว่าจะต้องไปเปิดธุรกิจขายตรงที่ยุโรป ในระหว่างที่เราเรียน ก็ถูกยัดเยียดขายของ ซึ่งรู้สึก Uncomfortable มาก แต่ก็อดทนไปเรียน เพราะจ่ายไปเยอะ พอเจอแบบนี้ก็รู้สึกแย่มาก กลับมาตั้งหลักที่บ้านก่อน เสียดายเงิน โกรธ แค้น หลากหลายความรู้สึกมากเลยค่ะตอนนั้น (สำคัญ คือ ไม่มีการคืนเงินค่าสอนเลยสัก 1 บาท ไม่มีแม้แต่คำขอโทษใด ๆ จากทางโรงเรียนเลย ถามว่าทำไมไม่ฟ้อง? บอกตรง ๆ ว่าไม่อยากเอาตัวเองและสมองไปยุ่งเกี่ยวกับคนพวกนี้อีก เลยตัดสินใจกับแฟนว่า ช่างมัน กลับมา Focus สิ่งที่ควร Focus ดีกว่า)

หลังจากกลับมาบ้าน และ แฟนมาช่วง March ที่ผ่านมา ก็ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นมาก ๆ (ขอบคุณแฟนมาก ๆ) จากนั้นก็กลับมาทำงาน และก็คิดว่า จะเรียนต่อยังไงดี? จนมีพี่คนหนึ่งเจอ โรงเรียนย่าน Fortune ก็ได้โทร. ไปสอบถามกับทางโรงเรียน ซึ่งโอเคสำหรับเรา ก็เลยปรึกษาแฟน แฟนบอกว่าถ้าอยากเรียนก็ได้เลย แต่เราตอนนั้น คือ ไม่อยากเสียเงินอีกแล้ว (งก และ เข็ด) เลยตัดสินใจว่า ขอเรียนด้วยตัวเองก่อน ถ้าหากว่าไปสอบแล้วไม่ผ่านจริง ๆ จะเรียนกับโรงเรียน ก็เลยเป็นที่มาที่เราตัดสินใจเรียนด้วยตัวเองค่ะ

เริ่มต้นกับ Naar Nederland และ หาข้อมูลการเรียน Dutch ด้วยตัวเอง

เราเริ่มต้นจากแฟนนำหนังสือ Naar Nederland มาให้เมื่อ March ที่ผ่านมาตอนแวะมาหาเรา เราก็ค่อย ๆ เรียนไป Les by Les เนื้อหาตอนแรก ๆ จะกล่าวถึงเรื่องทั่วไป ตัวอักษร สี ตัวเลข ซึ่งเรารู้ในส่วนนี้อยู่แล้วจากการเรียนก่อนหน้า แต่เราก็ไม่ข้ามเลยสักบทค่ะ ไม่ข้ามเลยจริง ๆ เรียนคู่กับ Program Online ใน Website ที่จะได้ Code มาจากในหนังสือค่ะ เป็น Set เป็นกล่อง สวยงามเชียว ตอนนั้นที่เรียน ก็ไม่ได้เร่งอะไรมาก เรียนไปเรื่อย ๆ แพลนว่าอาจจะปลายปี เราไปสอบ เวลาทันถมเถ และแฟนก็ไม่อยากกดดันเรา เพราะ ภาษา Dutch เป็น 1 ในภาษาที่ยากที่สุดในโลก (แฟนเรา Proud มาก 55555) ก็ค่อย ๆ เรียนไปค่ะ พยายามเรียนให้ทุกวัน

จนวันหนึ่งเราได้เจอ Trigger ส่วนตัว เลยทำให้แบบ ไม่ได้แล้ว เราต้องรีบสอบ และ รีบย้ายไปให้เร็วที่สุด เลยเริ่มต้นหาวิธีการเรียนด้วยตัวเอง ประมาณกลางเดือน July ที่ได้เริ่มต้นหา ว่าจะต้องเรียนอย่างไรเพื่อสอบให้ผ่าน ก็ได้มาเจอ Group Facebook นี้ค่ะ ตอนแรกเราหารายละเอียดไม่เจอ เลยถามพี่ Nittaya พี่นิตก็ใจดีและให้เราไปหา Files ที่ Uploaded ใน Group นั้น เราก็เริ่มจาก วิธีการเรียนด้วยตัวเองของพี่นิต ว่าทำอย่างไร และก็ค่อย ๆ ดูว่า รายละเอียดการสอบมีอะไรบ้าง ต้องสอบอะไร ก่อนหน้าที่เรียนที่โรงเรียนนั้น เราไม่ได้ศึกษารายละเอียดเลยค่ะ ว่ามีอะไรบ้าง เราใช้เวลาตรงนี้เกือบ 1 อาทิตย์ ในการศึกษา และหาแนวทางการเรียนของตัวเอง หาว่าตัวเองจะต้องเริ่มอะไรก่อน และตอนนี้เราอยู่ตรงไหน ควรจะทำอะไร บวกกับอ่าน Naar Nederland ไปด้วยวันละ 1-2 บท จากนั้นก็ได้แนวทางของตัวเอง

Plan ชีวิตในแต่ละวันใหม่ทั้งหมด

จากก่อนหน้า ก็แค่อ่านไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มแพลนชีวิตตัวเองว่าต้องทำอะไรบ้าง เนื่องจากเรายังคงทำงาน 8.30 AM – 5.00 PM และ วันอาทิตย์เราไปโบสถ์ ดังนั้นเราจะมีวันว่างเต็มวันแค่วันเสาร์เท่านั้น เราเริ่มจัดตารางของตัวเองดังนี้ค่ะ

Mon – Fri : 7.30 PM – 11.30 PM อันนี้ก็ยืดหยุ่นบ้าง แต่ก็จะพยายามให้เวลาอยู่ใน 4 ชั่วโมง ในทุกวันค่ะ วันไหนคึก ก็โน่นค่ะ ตี 1 ตี 2 อัดเต็มไป พอไปทำงานก็อัดลิโพไป 55555 ไม่แนะนำวิธีนี้นะคะ มันทำให้เราล้ามาก และเหนื่อยมากด้วยค่ะ วันศุกร์เราจะเรียนดึกหน่อย อาจจะนอนราว ๆ ตี 1 ตี 2 เพราะวันเสาร์ไม่ต้องตื่นเช้าไปทำงาน

Sat แบ่งเป็น 3 ช่วงเวลา ดังนี้ : 8.30 AM – 11.30 AM พักทานข้าว เรียนต่อ 1.30 PM – 4.30 PM พัก และ ทานข้าวเย็น และเรียนต่อ 8.00 PM – Midnight or later เพราะวันอาทิตย์เราไม่ต้องตื่นเช้ามาก ก็จะดึกหน่อยค่ะ

Sun เราไปโบสถ์ช่วงเช้า กลับถึงบ้านราว ๆ บ่ายสอง ก็จะทำงานบ้านบ้าง จะได้เริ่มจริง ๆ ก็ประมาณ 7.30PM – Midnight

ข้างบนคือ Plan ของเราค่ะ พยายามทำให้ได้ทุกวัน วันไหนยุ่งงานจริง ๆ ก็ต้องยอมสละไป ระหว่างเดินทางไปทำงานด้วย BTS เราก็จะทวน 100 foto’s กับ Youtube ซึ่งจะกล่าวรายละเอียดเป็นลำดับถัดไป ตอนกลางวันที่ Office เราทานข้าวที่โต๊ะทำงาน เสร็จก็รีบเอาแบบฝึกหัดมานั่งทำ นั่งทวน ค่ะ

วิธีการเรียน Dutch ด้วยตัวเอง

หลังจากเราเรียนด้วย Naar Nederland ด้วยตัวเองจบ จำระยะเวลาที่แน่นอนไม่ได้จริง ๆ ค่ะ เมื่อจบเล่มแล้ว ก็ Plan การทำแบบฝึกหัดของตัวเอง จริงอยู่การสอบมี 3 Parts แต่ Part ที่เราทราบ “ข้อสอบ” แน่นอน คือ KNS และ Spreekvaardigheid เท่านั้น ส่วน Part Leesvaardigheid นั้น มี “แนวข้อสอบ” อยู่บ้าง แต่เราไม่มีทางรู้ได้จริง ๆ ว่าข้อสอบเป็นอย่างไร แต่เราก็ไม่ทิ้ง Part Leesvaardigheid ค่ะ เพียงแต่เราจะเน้นใน Part Spreekvaardigheid เป็นหลัก เราขอแบ่งเป็น รอบการทำแบบฝึกหัด ดังนี้

1st Round

ในรอบแรก Main Point ของเรา คือ เน้นเรียนคำศัพท์ เน้นแปลเพื่อทำความเข้าใจว่า เขาถามอะไร และ เราควรต้องตอบอย่างไร ในรอบแรกนี้ เราทำแบบฝึกหัดทั้ง 3 Parts ที่จะต้องสอบค่ะ รายละเอียดดังนี้

  1. Spreekvaardigheid

เราเริ่มโดยการ Download ชุดคำถามจาก Naar Nederland มา จากนั้นก็นำคำถามมาแยกออกเป็น 2 Parts คือ Vragen-Antwoord 60 ข้อ และ Aanvulzinnen 432 ข้อ พร้อมทั้งจัดเป็นตารางเว้นช่องให้เราได้แปล ซึ่งในรอบแรกเราจะฝึกด้วยคำถามที่เรียงตามตัวอักษร เหมือนจากที่ Download มา

ซึ่ง Part นี้เราจะใช้คู่กับเอกสารของพี่นิตที่มีคำแปล และ คำตอบ และใช้คู่กับของ Ad Appel (เอกสารทั้งหมดอยู่ใน Files ใน Group นี้ อยากให้ทุกคนลองหาก่อนนะคะ เพราะที่พี่นิตและคนอื่น ๆ นำมา Uploaded ไว้ มันมีทุกอย่างจริง ๆ) การตอบคำถาม เราเลือกคำตอบที่ เราคิดว่าออกเสียงชัดที่สุด (ง่าย กับ ชัด ไม่เหมือนกันนะคะ เพราะคนเราไม่เหมือนกัน เราเคยเลือกคำตอบที่คนอื่น ๆ เห็นว่าออกเสียงง่าย แต่เราออกยังไงก็ไม่ชัด เลยทำให้ไม่มั่นใจค่ะ 55555) และเป็นเรามากที่สุด คือ ไม่ใช่จำคำตอบของคนอื่นอย่างเดียว แต่ต้องเป็นคำตอบที่เราต้องการตอบจริง ๆ ด้วยค่ะ มันจะช่วยให้เราจำในส่วนนี้น้อยลง เพราะเราตอบคำถามด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่การจำอย่างเดียว

เอกสารทั้งหมดที่ใช้ในการทำแบบฝึกหัด Spreekvaardigheid

1. ชุดคำถามที่ Download จาก Naar Nederland ซึ่งเราเอามาดัดแปลงให้เป็นแบบที่เราต้องการ คือ แบ่งเป็น 2 ช่อง คือ ช่องคำถาม และ ช่องคำตอบ โดยมีพื้นที่เหลือไว้ให้เราจดคำแปล
ตัวอย่าง (สภาพจะเยินหน่อยนะคะ เพราะเป็นรอบแรกที่ทำ และเราเอามาเปิดอ้างอิงตอนทำซ้ำ ๆ มากกว่า 3 รอบค่ะ)

ชุดคำถาม + คำตอบ ที่ทางพี่นิตได้ลงเอาไว้ ในนั้นจะมีทั้งคำแปล คำตอบค่ะ

2. ชุดคำถาม + ตัวอย่าง คำตอบที่เป็นไปได้ ของ Ad Appel อันนี้เราใช้อ้างอิงในกรณีที่เราเลือกไม่ถูกว่าจะตอบว่าอะไรดี ที่คำตอบยังเป็นเรา และ ออกเสียงง่าย 55555
เรายังไม่ได้เรียนกับแฟนนะคะ อย่างที่บอกรอบแรกเน้นแปลเพื่อทำความเข้าใจ เราใช้เวลาตรงนี้นาน สังเกตได้ว่า เราเริ่มราว ๆ วันที่ 13/07/2018 และไปจบทั้งหมดทั้งมวล (รอบแรก) ในวันที่ 21/08/2018 ค่ะ พอจบรอบแรกแล้ว น้ำตาไหลเลยค่ะ 5555 คือตอนนั้น อัดหนักมากจริง ๆ พอจบอย่างน้อย 1 รอบ คราวนี้กำลังใจมาเต็มค่ะ 5555 ลุย!!!!!

Note:

สาเหตุที่เราใช้เอกสารที่คล้ายกันถึง 3 ชุด เนื่องจาก เราเป็นคนเดียวที่จะต้องตอบคำถามด้วยตัวเองในห้องสอบ และ เราไม่อยากเข้าไปสอบด้วยการจำคำตอบที่คนอื่นตอบ เพราะนั่นอาจจะไม่ใช่เรา จริงอยู่ว่า ถ้าเราจำคำตอบได้หมด เราก็จะได้คะแนน แต่เราเป็นคนจำไม่ค่อยได้จริง ๆ เน้นเข้าใจ ดังนั้น เวลาเราตอบคำถาม มันจะตอบได้โดยอัติโนมัติ โดยไม่ต้องจำว่า ข้อนี้ต้องตอบอะไร สำหรับเรา คือ เราทำแบบจำ ๆ และตอบ ทำไม่ได้ค่ะ เลยใช้วิธีนี้ (อาจจะ ติสท์ นิดนึงค่ะ) สำหรับเรา เราเชื่อว่า ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนก็ดีและได้ผลทั้งหมดค่ะ ขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละคน

ส่วนสาเหตุที่ทำไมเราต้องแปลเองอีกรอบโดยไม่ใช้เอกสารที่แปลแล้วของพี่นิต หรือ คนอื่น ๆ มาจำไปเลยซึ่งง่ายกว่าตั้งเยอะ ส่วนตัวเราเห็นว่า การที่เราแปลเอง และ จดความหมายเอง จดซ้ำ ๆ มันจะทำให้เราจำได้ แม้ว่าคำ ๆ นั้นจะเป็น คำเดิม ๆ ที่เรารู้ความหมายอยู่แล้ว เราก็จะยังคงจดคำแปลเสมอ จนเมื่อเข้าใจได้ขึ้นใจ ก็จะลดการจดลงค่ะ

  1. KNS 100 foto’s

หลังจากเราจบ Spreekvaardigheid รอบแรก (แบบน้ำตาซึม) เราก็ไม่รีรอ ต่อด้วย 100 foto’s ในวันถัดไปทันที เนื่องจากเรามีหนังสือที่มาในกล่อง Naar Nederland เราก็ใช้เล่มนี้แหละค่ะ จดคำถาม + คำแปล และ จดคำตอบ + คำแปล ลงในหนังสือค่ะ

เอกสารทั้งหมดที่ใช้ในการทำแบบฝึกหัด KNS 100 foto’s

1.1 หนังสือ Naar Nederland Fotoboek พร้อม List คำถามด้านหลังเล่ม Print แยกออกมาต่างหาก เนื่องจากขี้เกียจพลิกไปพลิกมาค่ะ 555555
ตัวอย่าง จะสังเกตได้ว่า เราจะมีจดคำศัพท์ + แปลบางคำเอาไว้ด้านข้างด้วย และมีแอบจดเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปด้วย เช่น Ze woon >> Ze คือ They แต่ถ้า Ze woont >> Ze คือ She อะไรแบบนี้ค่ะ

1.2 ชุดคำถามตอบ ของ Ad Appel >>> English เนื่องจากบางครั้งการแปลด้วยตัวเอง บวกกับ Google Translate ที่พาเราออกทะเลอยู่เสมอ ดังนั้น ชุดนี้จะทำให้เราเข้าใจได้มากขึ้นค่ะ

2. Leesvaardigheid
วิธีที่เราใช้อาจจะไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องนะคะ จึงอยากให้ทุกคนลองพิจารณา หาแนวทางการเรียนของตัวเองค่ะ

เมื่อเราทำ 2 Parts แรกจบ เราก็ลุยกับ Part Leesvaardigheid ต่อค่ะ แต่ทำเฉพาะ Part ที่เป็นเนื้อเรื่อง เท่านั้น ไม่รวมการฟังเสียงและเลือกคำตอบที่ตรงกับเสียง หรือ เลือกเสียงที่ตรงกับคำตอบ

วิธีการเรียนของเรา คือ Print ชุดเอกสารของ Ad Appel จากนั้นก็ จับเวลาทำแบบไม่แปล ใช่ค่ะ อ่านไม่ผิดค่ะ ทำแบบไม่แปล เพราะในความเป็นจริง เราไม่มีทางรู้เลยว่า เราจะไปเจอข้อสอบแบบไหน เราเลยเลือกที่จะจับเวลาและทำแบบฝึกหัด ให้ไม่เกินเวลาที่ Ad Appel แนะนำ และคะแนนต้อง 9/12 up จึงจะผ่าน

รอบแรกเราทำบททดสอบของ Ad Appel มี 6 ชุด ผลคือ ผ่าน 5 ชุด ตกไป 1 ชุดค่ะ 555555 (เป็นไง ซ่าดีนัก) แต่เราได้เห็นว่า ข้อสอบ Part นี้ Tricky เพียงใด (เจ็บใจนิด ๆ ค่ะ 555)

หลังจากทำครบทั้งหมดข้างต้นแล้ว เราก็จะเข้าสู่ 2nd Round ค่ะ ซึ่งเราจะเริ่ม Plan เวลาเรียน เพื่อหาวันที่ต้องการสอบค่ะ ให้สอดคล้องกันกับพละกำลังที่มี และ เวลาของเราค่ะ

2nd Round

ในรอบที่ 2 นี้ เราเน้นคลุกคลี และ คุ้นเคย กับ 2 Parts คือ Spreekvaardigheid และ KNS 100 foto’s ให้มากกว่าเดิม การฝึกของเรามีรายละเอียดดังนี้ค่ะ

  1. Spreekvaardigheid

เราแบ่งการฝึกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่แฟนช่วยเหลือ และ ส่วนที่เราฝึกเองยามแฟนไม่ว่าง เนื่องจากหน้าร้อนที่แสนสดใสของที่โน่น แฟนจะออกเรือตกปลา เวคบอร์ด… ดังนั้น เราก็จะต้องหาทางฝึกเองเพิ่มด้วยค่ะ เรียนเอง ฝึกเอง นักเลงพอ 55555

  • ฝึกกับแฟน

Purpose: เพื่อแก้ไขการออกเสียงที่ถูกต้อง

หลังจากที่เราตอบคำถามทั้งหมดในรอบแรกแล้ว เราทำการถ่ายรูป และ ส่งให้แฟนช่วยตรวจคำตอบ ถ้ามีอะไรแปลก ๆ ในคำตอบ เค้าจะ Comment กลับมาค่ะ เช่น het หรือ de, werken หรือ naar werk ประมาณนี้ค่ะ บางทีก็หัวเราะกับคำตอบเรา 55555

จากนั้น เราก็จะ VDO Call ค่ะ ในรอบที่ 2 นี้ เราจะเน้นการออกเสียงคำตอบที่ถูกต้อง ชัดเจน โดยแฟนอ่านคำถาม เราตอบ เพื่อจะได้ตรวจการออกเสียง และ แก้ไขก่อนจะ Mem ลงในสมองค่ะ

ส่วนนี้ คือ เหนื่อยมาก เพราะวันธรรมดา กว่าแฟนจะเลิกงานถึงบ้านก็ราวๆ 5.30 – 6.00 PM ซึ่ง ที่นี่ก็ดึกแล้วค่ะ เราเองก็ล้าทั้งจากงานประจำ และจากเรียนด้วยตัวเองด้วย ซึ่งเหนื่อยมาก ๆ ค่ะ ไม่ค่อยได้พักเลย

ต้องระวังดี ๆ นะคะ ช่วงนี้จะดราม่ารายวันเลย 5555 เดาว่าจากความล้าของเรา และความที่แฟนเป็นเจ้าของภาษาเค้าก็จะมองว่า มันง่าย ๆ นะ แต่สำหรับเรา คือ เรื่องใหม่ และเพิ่งเริ่มต้น ซึ่งยากเสมอ ดังนั้น ถ้าผ่านจุดนี้ไปได้ จะสบายขึ้นค่ะ เริ่มรู้จังหวะ และ ดราม่าจะลดน้อยลง 555555

  • ฝึกด้วยตัวเอง

Purpose: เพื่อฝึกการออกเสียงของเราเอง ให้คล่องมากขึ้น ไม่ตะกุกตะกัก

เราฝึกด้วยตัวเองด้วย Google Translate ในโทรศัพท์ค่ะ วิธีฝึก คือ เราใช้ Function Voice Typing ที่มาจาก Google Translate อย่างน้อย ถ้า Google Translate สามารถจับเสียงเราออกมาเป็นคำที่เราต้องการได้ เราก็คิดเอาเองว่า การออกเสียงของเรานั้น ก็ ผ่านในระดับหนึ่ง อย่างน้อยก็ฟังรู้เรื่องบ้าง ก็ใจชื้นขึ้นมาหน่อยนึงค่ะ

เราฝึกวิธีนี้ตอนแฟนไม่ว่าง หรือ เวลาอยู่บนรถไฟฟ้าตอน ไป – กลับ ทำงาน อาจจะไม่ชัด แต่พูดใกล้ ๆ ไมค์จากหูฟัง ก็จะช่วยได้ วิธีการตามด้านล่างนี้ (เผื่อใครไม่เคยใช้ค่ะ)

  • เข้า Google translate และ เลือก Voice ตามรูป

  • จากนั้นหน้าจอจะขึ้น Speak now เพื่อให้เราออกเสียงลงไป
  • เมื่อเราออกเสียง Google Translate ก็จะเริ่มแปลตามที่เราพูดค่ะ แปลแบบคำต่อคำเลยทีเดียว

ตัวอย่าง เรากำลังพูด Bij wie gaat u wonen in Nederland? (แต่เรา Capture มาให้ดูเป็นตัวอย่างแบบไม่ทันพูดจบประโยคค่ะ)

  • แล้วก็ใช้วิธีเดียวกัน ออกเสียงตอบคำถามนั้นลงไป ในส่วนนี้ อาจจะหงุดหงิดหน่อย เพราะบางที Google Translate ก็จับเป็นคำเดี่ยว ๆ ไม่ค่อยได้ ก็เก็บเอาคำนั้นมาฝึกกับแฟน เพื่อให้แน่ใจว่าเราออกเสียงถูกแล้ว แต่เจ้า Google Translate ไม่เข้าใจเราต่างหาก 555555

บางคนอาจจะสงสัยว่า เราจะฝึกกับ Google Translate เพิ่มทำไม ฝึกกับแฟนอย่างเดียวก็ได้ และ น่าจะพอ ส่วนตัวเรา การฝึกภาษา คือ เราจะต้องพึ่งพาตัวเองมากกว่าคนอื่น กล่าวคือ เราต้องเอาตัวเองอยู่กับมันเยอะ ๆ สร้างความคุ้นเคย คุ้นชินกับมันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และเนื่องด้วยเวลาก็ไม่ตรงกัน และ ต่างคนต่างมีภาระหนาที่ที่ต้องรับผิดชอบ ดังนั้น อะไรที่เราทำเองได้ เราจะพยายามทำด้วยตัวเองให้ได้ก่อน ถ้าไม่ได้ หรือ Google จับการออกเสียงเราไม่ได้ เราก็จะเก็บเอาไปถามแฟนตอนที่สามารถ VDO Call ได้ หรือ อัดเสียงส่งไปให้แฟนฟังเวลาที่แฟนทำงาน แฟนก็จะแอบฟัง และตอบเรา ว่าเราออกเสียงถูกหรือไม่ อย่างไรก็ดี นี่เป็นวิธีที่เราใช้เองค่ะ อาจจะไม่ work 100% แต่ Better than none ค่ะ

  1. KNS 100 foto’s

หลังจากที่ดูภาพ และ ตอบคำถามในหนังสือแล้ว เราฝึกรอบ 2 กับ Youtube รายละเอียดด้านล่างค่ะ

Youtube playlist : https://www.youtube.com/feed/subscriptions/UCapwePh9tBLXnFJ9LJM_tdA

เราฝึกวนไปวนมา เวลาเดินทางไปทำงาน เวลาที่ฝึก Part อื่นจนเริ่มมึน ก็จะมาฝึกชุดนี้ค่ะ ก็จะเบาความมึนลงได้นิดหน่อยค่ะ

3rd Round

ในรอบที่ 3 นี้ เราจะเน้น Spreekvaardigheid ค่ะ ส่วน KNS 100 foto’s เหมือนกับในรอบที่ 2 ส่วน Leesvaardigheid เราแทบจะไม่ได้ฝึกในรอบนี้เลยค่ะ มีฝึกกับตัวอย่างใน Website: Naar Nederland บ้าง นอกนั้นก็เน้นไปที่ Spreekvaardigheid กับ KNS ค่ะ

ก่อนจะเข้าสู่การฝึกรอบที่ 3 ของ Spreekvaardigheid (อย่างเป็นทางการ) นี้ เราได้ทำการฝึกเหมือนกับที่ใช้ในรอบที่ 2 ซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ จนพอจะจำคำตอบได้บ้างแล้ว ก็จะเริ่มการฝึก Spreekvaardigheid รอบที่ 3 โดยการใช้ Youtube เข้าช่วยด้วย

Youtube จาก Ad Appel เราฝึกเฉพาะของปี 2018 เท่านั้นค่ะ ปี 2017 เราไม่ได้ฝึกค่ะ
Play list: https://www.youtube.com/watch?v=Lu324ofsRHo&list=PLXhM-IdBEVjjSkx8y5KZAQRtaTJm1aQVo

แบ่งออกเป็น 2 ชุดด้วยกัน คือ

  • Examenvragen (ถาม-ตอบ) ซึ่ง Ad Appel ทำออกมา 2 Sets โดยแต่ละ Set มี 30 ข้อ อันนี้เสียงไม่ค่อยชัด แต่ก็พอฝึกได้ค่ะ
  • Aanvul-zinnen (แบบเติมประโยคให้สมบูรณ์) มี 12 Sets โดยแต่ละ Set ละ 36 ข้อค่ะ มีรูปภาพด้วย ทำให้พอที่จะเดาคำตอบได้ค่ะ
  • เราทำการสร้างกระดาษคำตอบของเราเอง โดยเรียงตาม ชุดข้อสอบ โดยเรียงคำถามตาม Youtube ข้างบน โดยเว้นที่ว่างไว้แปล และแบ่งเป็น 2 ช่อง ของ คำถาม และ คำตอบ เหมือนเดิมค่ะ

ตัวอย่าง

  • 60 Vragen
  • 432 Annvulzinnen

Keep practicing

สำหรับ Part KNS และ Spreekvaardigheid หลังจากได้แนวทางการฝึกเบื้องต้น เราได้ทำการฝึกแบบรอบที่ 3 วนไปค่ะ วนไปจนจำคำตอบของ Spreekvaardigheid ได้หมดทั้ง 60 + 432 ข้อ โดยที่ไม่ต้องดูกระดาษคำตอบของเราค่ะ จากนั้น เราก็ฝึกกับแฟน โดยให้แฟนถาม ส่วนเราก็ต้องไม่ดูคำถาม และ คำตอบค่ะ กรณีที่จำไม่ได้จริง ๆ ก็จะเปิดดู และ วงไว้ เพื่อเอาไว้ฝึกด้วยตัวเองตอนที่แฟนไม่สามารถช่วยเราได้ เพื่อเน้นในส่วนที่ยังจำไม่ค่อยได้ค่ะ แม้กระทั่งวันสุดท้ายก่อนสอบ ก็ทวนทั้งหมดอีกครั้งกับแฟนแบบไม่ดูคำถาม-คำตอบใด ๆ ค่ะ

ส่วน Part Leesvaardigheid

Part เนื้อเรื่อง ที่เราเคยฝึกของ Ad Appel 7 เรื่อง ไปแบบไม่ได้แปลก่อนหน้า เราทำการเอามาทำใหม่ทั้งหมด โดยคราวนี้ เราแปลก่อนทำ และ Note คำแปลไว้ค่ะ และฝึกกับ ALLEEN MAAR LEZEN ด้วยค่ะ

Part ฟัง เราใช้ Youtube ช่วยค่ะ เสียงจะเพี้ยน ๆ หน่อย เพราะคนทำ Clip เป็น Russian แต่เราก็คิดเสมอว่า Better than none ค่ะ เพราะเวลา VDO Call กับ แฟน เราจะเน้น Spreekvaardigheid เป็นหลักค่ะ

Youtube Channel : https://www.youtube.com/channel/UChHeSbwih5hWqCn4-JTyRlQ

Naar woorden luisteren แบบฟังคำ แล้วเลือกคำตอบให้ตรงกับเสียงที่ได้ยิน

  1. https://www.youtube.com/watch?v=6-iOKkgEWFU&t=5s
  2. https://www.youtube.com/watch?v=3zlUg2FnIH8
  3. https://www.youtube.com/watch?v=7UMIzZrvBAI
  4. https://www.youtube.com/watch?v=zlZJkARqhR0
  5. https://www.youtube.com/watch?v=0ByLtJf-ik4
  6. https://www.youtube.com/watch?v=QFYTLFOk76A
  7. https://www.youtube.com/watch?v=qYoKiPV-VDY&t=3s
  8. https://www.youtube.com/watch?v=0arv4YN39G4
  9. https://www.youtube.com/watch?v=M6Yk0ILdHbk
  10. https://www.youtube.com/watch?v=tF1QhmvHGsE

Woorden lezen แบบมีคำมาให้ และเลือกเสียงที่ตรงกับคำที่เห็น

  1. https://www.youtube.com/watch?v=FHQ7ShW-V_I&t=2s
  2. https://www.youtube.com/watch?v=4GNag3Gm8WI
  3. https://www.youtube.com/watch?v=IpUgAx0_Dvk
  4. https://www.youtube.com/watch?v=TtazEWWgP5w
  5. https://www.youtube.com/watch?v=3zPot5jdfTw&t=62s
  6. https://www.youtube.com/watch?v=i9hMNBzwVbM
  7. https://www.youtube.com/watch?v=tm8O3DthLwY
  8. https://www.youtube.com/watch?v=Qjqgjo0Pj2M&t=198s
  9. https://www.youtube.com/watch?v=clG0cwI6QV0&t=191s
  10. https://www.youtube.com/watch?v=_o96lHTbPyM

ขอเพียงฝึกอย่างสม่ำเสมอ และ ตั้งใจ ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้ค่ะ เป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ

Doe mijn best en geloof mezelf.

สุดท้าย ขอขอบคุณ ..

  • Dankjewel Mijn Schat (มากๆๆๆๆๆ) ที่อดทนและรองรับความ paranoid ของเราตอนจิตตกได้ 😅😅😅 ยอมงดออกเรือ แม้ออกไปกางเต็นท์ตกปลา ก็หาเวลามาช่วยฝึกเสมอ ยอมบอกปัดทุกนัดเพื่อช่วยเราในส่วนของ Spreekvaardigheid แม้จะตีกันบ่อยมากก็ตามค่ะ 😅 แถมยังลางานเพื่อช่วยทวนรอบสุดท้ายคืนก่อนวันสอบ และ อยู่มืดรอให้กำลังใจเราไปสอบในตอนเช้าค่ะ ขอบคุณค่ะ ❤️
  • ขอบคุณ พี่นิต Nittaya Phinyosri สำหรับเอกสารทุกชุดที่ทำให้มีแนวทางในการเรียนด้วยตัวเองค่ะ และขอบคุณสำหรับกำลังใจเวลาท้อ และ กังวลนะคะ
  • ขอบคุณ คุณแนน Chutima Jaiboonmark ที่ให้กำลังใจเวลาแอบท้อ แอบกังวลค่ะ 😅
  • ขอบคุณเพื่อน Wipawee Muttarat ที่ส่งเอกสารให้ และ คอย Cheer up เสมอๆ 😊😘
  • ขอบคุณพี่ Ann Sudarat ที่ให้กำลังใจ และ เอกสารต่างๆ ค่ะ
  • Thank God for helping me in every way.
  • ขอบคุณทุกท่าน ในห้องนี้ค่ะ ที่มาแชร์ประสบการณ์ และ ผลคะแนน ทำให้มีแรง ฮึบ ๆ สู้ๆ ค่ะ
Advertisements

21/10/2018 : Cloudy

Recently, heavy rain here. And I’d like to take photo of the sky from my bedroom’s window.

20/10/2018 (Yesterday) : Cloudy shot

Someone said WOW.

I might say Nature creation, Scary, Sad and LAZY!!!

It was heavy rain yesterday… really heavy…

That’s good it’s weekend. No need to go out, just lie down, Netflix and read a book.

21/10/2018 : Still cloudy shot

Today is better than yesterday. Still rain, yes. But not heavy as yesterday.

But we never know that it will rain heavily tomorrow or not. Even we look into the weather forecast application and it says No rain tomorrow, it doesn’t mean tomorrow will have no rain for 100%. The point is we still should be ready for the rain by take an umbrella when we go out for example. Because we know this season is raining. Then we should be ready for it. No matter what.

Like our lives.

We never be able to know what is going to happen tomorrow.

We never be able to control everything in the past and in the future, except the present moment.

We never be able to prevent everything 100% in our lives. Or stop it.

Never.

We only be able to prepare ourselves to be ready when the rain comes.

We only be able to learn from the mistake in the past and change the way we thought to not make the mistake again.

We only be able to stay in the present moment.

We only be able to “Predict” what is going to happen in the future for preparation ourselves to be ready for it.

Sometimes we let ourselves to be outside from the present. Sometimes we get lost from the moment in front of us.

That’s normal. It always happens.

But when we realize the awareness that we are not in the present moment. We just try to get back from the maze to the present moment.

Sometimes we could make it.

Sometimes not.

It’s okay. It always be like this.

Just make sure that we don’t give up.

When we noticed we may imagine that we are lost in the woods…

“Oh, we get lost again. It’s okay. Where are we now? Where can we feel our breathing? Okay, we feel our breathing now. Inhale, exhale, inhale, exhale… Okay, we are in the present moment now. Well done.”

Don’t forget to cheer ourselves up when we made it.

Don’t forget to aware that’s normal if we failed.

Don’t forget that we wouldn’t give up. And we could make it.

I’m not an expert. I’m still practicing. Sometimes I could make it. Sometimes not.

I just cheer myself up when I could make it.

And I just don’t give up when I failed.

It’s just the cloudy here, and it will be gone soon.

The Trigger

The Trigger

Long time no write. So I will write whatever I want (ha ha) and sorry if you all don’t get my point that I want to communicate to you.

One day I was watching telly and (accidentally) there was a scene that reminded me one page of my life. Then I think I found the trigger for that story.

I had not been thought about that for a long time ago. I meant really very long. But once I found that trigger, it hardly to stop thinking about it. Because I know, it’s still my nightmare. And  it still here, it never leave. I think we couldn’t forget anything that happened in our lives. Really could not. We just don’t think about it, but it doesn’t mean it’s gone or disappeared.

That trigger made me feel bad.

That trigger made me feel sad.

That trigger made me feel guilty.

That trigger made me feel unforgiveness.

I know I must move on. I know that happened in the past, it lived in the past. And I should not let it be influence myself too much.

Yes, I know. And I think we all know the way you should do. But we always know, sometimes we cannot move on for something happened into your life. Especially when you were the one who made decision.

But it was good at that moment, I could find the distraction and made me focused on something else instead stay in the Guilty loop. And I was aware and kept telling myself, that thing happened in the past. It lived in the past. The only choice that I can do is awareness and don’t let that thing happened again. I think that’s all I can do. So, I just left my thoughts and focused on something else.

But it never been easy. Never.

As we all know, God always told us to forgive those who trespass against us. When I do confession. I believe God always forgives me. But I’m curious, did he forget the sins I have done?

Have you ever wonder about this?

I think he never forget. But he just never bring it up and against us. And this will be the great reminder that his mercy will have no end. His mercy will be there for us… always.

Then look back to ourselves.

Have you ever forgiven yourselves? At least for once?

I believe we all have something that we could not forget and forgive yourselves. Me neither. But at least we know that we would never let that thing happen again. We know how to prevent. We’ve learned. So, when we face our trigger. The only thing we can do it “looking it calmly”. And tell ourselves “It was the past, it happened in the past, we could not change anything. But we can do better, we know what is going to happen and lead us to it. We know how to prevent and don’t let that happen again.”

Seems easy!

Believe me, it’s not easy.

But it doesn’t mean it’s impossible, right?

Maybe we must practice that for our entire lives.

Just don’t give up on ourselves. We know we can do it. We will succeed in one day. If yesterday or today we don’t succeed, it’s okay. All people has been failed. No one never failed. I keep practicing. Sometimes I can deal it well. Sometimes I failed. Sometimes I was too tired. But I know myself that I don’t give up, I will not give up. When it tired me, I rested yes. But I never give up.

One day if we succeeded, we will be in peace. Peace in our minds, our hearts and our souls.

Then we will see that we can live with it peacefully. We know how to handle when we faced the trigger. We know how to make ourselves calmer and feel better sooner.

But we never forgot the trigger… never.

 

7 minutes

Nancy Jueng

7 minutes

Now.. 5.47AM. I woke up tooooooo early. I can go back to sleep but I didn’t. After I woke up and I didn’t want to go back to sleep so I find 7 minutes workout from youtube : “The Scientific 7-Minute Workout” :

The Scientific 7-Minute Workout

My best friend recommended for this work out. He did it 3 rounds o.O, just one round is okay for newbie like me hahahaha.

I’m thinking, what can I do for 7 minutes in a day? Someone will exercise like I did it today. Someone will do meditation, yoga to calm and focus in their mind.

For me, actually I used to write a daily journal diary in my notebook (real notebook, not laptop LOL). To recall daily what’s happening in my life. I noted both good and bad things or thinking and I will note two keywords are..

(D) –…

View original post 223 more words

ลืมนึกถึงตัวเอง

Nancy Jueng

ลืมนึกถึงตัวเอง

คนเราบางทีก็นึกถึงคนอื่นจนลืมนึกถึงตัวเอง

ลืมว่าตัวเราเองนั้นมีชีวิต มีจิตใจ มีความรู้สึก เช่นเดียวกันกับคนอื่น

เรามักจะนึกถึงความรู้สึกคนอื่นก่อนเสมอ…

การนึกถึงความรู้สึกของคนอื่นเป็นสิ่งที่ดี ที่ควรปฏิบัติ

แต่บางครั้งเราก็คิดถึงความรู้สึกของคนอื่นโดยที่ ละเลย จนกระทั่ง เบียดเบียนความรู้สึกของตัวเอง

ทำอย่างไร จึงจะนึกถึงคนอื่นให้น้อยลง..

ไม่สิ.. ต้องบอกว่า ทำอย่างไรจะนึกถึงตัวเองให้มากขึ้น

การนึกถึงตัวเองสำหรับเรา คือ…

รักตัวเอง

โอ๋ตัวเอง

ดูแลตัวเอง

พอเราทำทุกอย่างเพื่อดูแลความรู้สึกของตัวเองได้แล้ว

เราจะไม่มีเวลามานั่งนึกถึงความรู้สึกของคนอื่นเลย

ทำได้บ้างไม่ได้บ้างก็ไม่เป็นไร

เราเริ่มต้นดูแลตัวเองใหม่ได้ตลอดเวลา

เราไม่ได้บอกให้เห็นแก่ตัว

แต่เราต้องนึกถึงความรู้สึกคนอื่นอย่างมีขอบเขต

โดยที่ไม่ให้ความรู้สึกนั้นย้อนกลับมาทำร้ายเรา

เหมือนที่เราเคยได้ยินประโยคที่ว่า “เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด”

ดังนั้น เวลาที่เรารู้ตัวว่าเอาความรู้สึกของตัวเองไปคิดถึงคนอื่น.. มากเกินไป..

เราต้องเอาตัวเองออกมาจากตรงจุดนั้น

และจะต้องกลับมาดูแลความรู้สึกของตัวเองให้ได้เร็วที่สุด

ตอนนี้เรามีตัวเราเอง

เราเป็นเจ้าของความคิดของตัวเอง

จึงต้องดูแลความคิด ความรู้สึกของตัวเองให้ดี

เราถึงจะสามารถดูแลความรู้สึกของคนอื่นได้

ถ้าวันนี้เรายังดูแลความรู้สึกของตัวเองไม่ได้

เราก็ไม่ควรที่จะยื่นมือไปดูแลความรู้สึกของคนอื่น

เริ่มต้นดูแลความรู้สึกของตัวเองเสียตั้งแต่วันนี้

ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร

เราก็จะไม่เสียใจ…

ที่วันนี้เราได้เริ่มต้นดูแลความรู้สึกของตัวเอง…

View original post

Take a deep breath

Last week was suck!!!

I was tired … tooooooo tired, I was depressed, I was stressed out, I cried a lot. There are many problems that I had to solve. There are many people that I had to handle.

Toooooooooooooooo tired. But I think I’m okay now.

Now I’m taking a deep breath…

Inhale… exhale…

Inhale… exhale…

Inhale… exhale…

I always say “Everything will be alright” to me. That’s absolutely true. Everything will get through and everything will be fine. There are many people who get in trouble, and they can handle. Me too. I think I can handle, even not in a good way but I think I can handle and accept consequences that from my decision to solve my problems.

I think the problem is, I focused everything, everybody but myself. I forgot myself, my happiness and my quality of life.

So from now on, I would focus on myself, my work, my financial, my health, my hobbies and my independent happiness. I have many things to do more than focus on everything but me.

Sorry to myself, that I forgot you for a moment.

So this week I would take care of myself more, take a break and take a deep breath. And just love myself more. And I would keep doing those things from now on…

Yes, everything will be alright.

7 minutes

7 minutes

Now.. 5.47AM. I woke up tooooooo early. I can go back to sleep but I didn’t. After I woke up and I didn’t want to go back to sleep so I find 7 minutes workout from youtube : “The Scientific 7-Minute Workout” :

The Scientific 7-Minute Workout

My best friend recommended for this work out. He did it 3 rounds o.O, just one round is okay for newbie like me hahahaha.

I’m thinking, what can I do for 7 minutes in a day? Someone will exercise like I did it today. Someone will do meditation, yoga to calm and focus in their mind.

For me, actually I used to write a daily journal diary in my notebook (real notebook, not laptop LOL). To recall daily what’s happening in my life. I noted both good and bad things or thinking and I will note two keywords are..

(D) – “D” [/diː/] that pronounce in Thai it means “good”. I will use “D” for a good thing or feeling or thinking that happened

(B) – “Bad” mean a bad thing or feeling or thinking that happened today

Such as…

“Today I woke up early (D) and I did 7 minutes workout (D) and I felt good (D). But my stomach is uncomfortable (B) maybe I never wake up toooooo early like this. Maybe it’s not get uses to…”

When I finish for daily journal, I will count number of good/bad things to summarize which one much more…

From my sample above, I got three “D” and one “B” .. so I can say today is a good day for me.

It’s easy to do just 7 minutes in a day. I try to do that every day to recall and to appreciate every day even that day is a bad day. If “B” are more than “D”, I will find a reason why I got “B” more than “D”. And I will try to change my behavior to prevent any bad thing/feeling/behavior. And tomorrow I will do my best. If I do the best every day, I will not regret and be relieved.

How about you? Today is good day right? Let’s share our good day. :)

Have a good Monday ^_______^ (GMT+7)