The Trigger

The Trigger

Long time no write. So I will write whatever I want (ha ha) and sorry if you all don’t get my point that I want to communicate to you.

One day I was watching telly and (accidentally) there was a scene that reminded me one page of my life. Then I think I found the trigger for that story.

I had not been thought about that for a long time ago. I meant really very long. But once I found that trigger, it hardly to stop thinking about it. Because I know, it’s still my nightmare. And  it still here, it never leave. I think we couldn’t forget anything that happened in our lives. Really could not. We just don’t think about it, but it doesn’t mean it’s gone or disappeared.

That trigger made me feel bad.

That trigger made me feel sad.

That trigger made me feel guilty.

That trigger made me feel unforgiveness.

I know I must move on. I know that happened in the past, it lived in the past. And I should not let it be influence myself too much.

Yes, I know. And I think we all know the way you should do. But we always know, sometimes we cannot move on for something happened into your life. Especially when you were the one who made decision.

But it was good at that moment, I could find the distraction and made me focused on something else instead stay in the Guilty loop. And I was aware and kept telling myself, that thing happened in the past. It lived in the past. The only choice that I can do is awareness and don’t let that thing happened again. I think that’s all I can do. So, I just left my thoughts and focused on something else.

But it never been easy. Never.

As we all know, God always told us to forgive those who trespass against us. When I do confession. I believe God always forgives me. But I’m curious, did he forget the sins I have done?

Have you ever wonder about this?

I think he never forget. But he just never bring it up and against us. And this will be the great reminder that his mercy will have no end. His mercy will be there for us… always.

Then look back to ourselves.

Have you ever forgiven yourselves? At least for once?

I believe we all have something that we could not forget and forgive yourselves. Me neither. But at least we know that we would never let that thing happen again. We know how to prevent. We’ve learned. So, when we face our trigger. The only thing we can do it “looking it calmly”. And tell ourselves “It was the past, it happened in the past, we could not change anything. But we can do better, we know what is going to happen and lead us to it. We know how to prevent and don’t let that happen again.”

Seems easy!

Believe me, it’s not easy.

But it doesn’t mean it’s impossible, right?

Maybe we must practice that for our entire lives.

Just don’t give up on ourselves. We know we can do it. We will succeed in one day. If yesterday or today we don’t succeed, it’s okay. All people has been failed. No one never failed. I keep practicing. Sometimes I can deal it well. Sometimes I failed. Sometimes I was too tired. But I know myself that I don’t give up, I will not give up. When it tired me, I rested yes. But I never give up.

One day if we succeeded, we will be in peace. Peace in our minds, our hearts and our souls.

Then we will see that we can live with it peacefully. We know how to handle when we faced the trigger. We know how to make ourselves calmer and feel better sooner.

But we never forgot the trigger… never.

 

Advertisements

7 minutes

7 minutes

Now.. 5.47AM. I woke up tooooooo early. I can go back to sleep but I didn’t. After I woke up and I didn’t want to go back to sleep so I find 7 minutes workout from youtube : “The Scientific 7-Minute Workout” :

The Scientific 7-Minute Workout

My best friend recommended for this work out. He did it 3 rounds o.O, just one round is okay for newbie like me hahahaha.

I’m thinking, what can I do for 7 minutes in a day? Someone will exercise like I did it today. Someone will do meditation, yoga to calm and focus in their mind.

For me, actually I used to write a daily journal diary in my notebook (real notebook, not laptop LOL). To recall daily what’s happening in my life. I noted both good and bad things or thinking and I will note two keywords are..

(D) – “D” [/diː/] that pronounce in Thai it means “good”. I will use “D” for a good thing or feeling or thinking that happened

(B) – “Bad” mean a bad thing or feeling or thinking that happened today

Such as…

“Today I woke up early (D) and I did 7 minutes workout (D) and I felt good (D). But my stomach is uncomfortable (B) maybe I never wake up toooooo early like this. Maybe it’s not get uses to…”

When I finish for daily journal, I will count number of good/bad things to summarize which one much more…

From my sample above, I got three “D” and one “B” .. so I can say today is a good day for me.

It’s easy to do just 7 minutes in a day. I try to do that every day to recall and to appreciate every day even that day is a bad day. If “B” are more than “D”, I will find a reason why I got “B” more than “D”. And I will try to change my behavior to prevent any bad thing/feeling/behavior. And tomorrow I will do my best. If I do the best every day, I will not regret and be relieved.

How about you? Today is good day right? Let’s share our good day. :)

Have a good Monday ^_______^ (GMT+7)

ป่วยกาย = (แค่) ไม่สะดวก

วันก่อน (วันไหนสักวันเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว) ไปทำงานแบบป่วยๆ ปวดหัว ปวดตา อยากจะนอนพักมาก ณ จุดนั้น นี่คงจะเป็นสัญญาณที่ร่างกายเริ่มฟ้องเจ้าของมันแล้วสินะ ว่าไม่ไหวแล้ว ต้องรีบดูแลฉันด่วนๆ เป็นผลให้ทำงานได้ไม่เต็มที่เลย ทำเสร็จไปแค่อย่างเดียวเอง ต้องขอโทษหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานด้วย 
แม้ว่าร่างกายเราจะป่วย แต่สภาพจิตใจเรายังดีอยู่นะ เรายังเฮฮา ยังเม้ามอย กับพี่ๆ เพื่อนๆ ที่ทำงานได้อยู่ 

ทำให้เรานึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่เราเคยอ่านสมัยเรียนมัธยมฯ ต้น หนังสือเล่มนี้ ชื่อว่า “ไม่ครบห้า” โดย โอโตทาเกะ ฮิโรทาดะ เป็นหนังสือแปลจากภาษาญี่ปุ่น

  
เรื่องราวเกี่ยวผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งก็คือผู้เขียนนั่นเอง ที่เกิดมา มีแขน ขา ไม่ครบเหมือนคนอื่นๆ แต่ด้วยความที่เขามีจิตใจที่เข้มแข็ง และมีครอบครัวที่ดี ทำให้เขามีจิตใจที่แข็งแรงมาก และที่น่าทึ่งคือ เขาชอบเล่นกีฬา และเป็นอาจารย์สอนบาสเกตบอล!!!… น่าทึ่งใช่ไหมหละ? 

เราจำข้อความหนึ่งได้แม่น ว่า “ความพิการ คือ ความไม่สะดวก แต่ไม่ใช่ความไม่สบาย” เราอ่านข้อความนี้จบ เราก็เข้าใจและเห็นด้วยกับข้อความนี้มากๆ 

เวลาเราไม่สบาย เรามักจะเอาแต่คิดและบอกตัวเองว่า เราป่วยนะ ไม่ไหวแล้วหละ ทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองมาก ทั้งที่เราอาจจะไม่ได้ป่วยหนักขนาดนั้นก็ได้ จริงๆ แล้วเราต่างหากที่คอยเอาแต่บอกตัวเอง ย้ำกับตัวเองว่า นี่ฉันป่วยนะ ไม่สบายนะ ฉันไม่ไหวแล้วนะ ฉันทนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

เราคิดว่า พอเราบอกตัวเองแบบนั้นบ่อยๆ จิตใจเราจะสั่งสมองให้เชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง สมองมันก็สั่งให้เราป่วย สั่งให้เราทนไม่ไหวจริงๆ

ถ้าอย่างนั้นแล้วเราลองมาสั่งสมองเราใหม่ดีไหม? ป้อนคำสั่งลงไปใหม่ ใส่แต่ความคิดที่ดีๆ ให้กำลังใจ เป็นความคิดในแง่บวกให้กับสมองของเรา จนกระทั่งสมองเชื่อแบบนั้นจริงๆ เพื่อไม่ให้จิตใจเราป่วยไปตามร่างกายที่กำลังไม่สบาย และยังช่วยให้รู้สึกดีกับตัวเองอีกด้วย

แล้วก็ต้องไม่ลืมที่จะยิ้มให้กับตัวเองนะ ^_____^

ป่วยกาย แต่ไม่ป่วยใจ

——-

(ขอบคุณรูปภาพจาก https://www.google.co.th/search?q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2&ie=UTF-8&oe=UTF-8&hl=en-us&client=safari&gws_rd=cr&ei=E01PVrb0CcKvuQSxrY6YBg#gws_rd=cr&imgrc=ai0KN1nSUh5q1M%3A

ทำร้ายตัวเอง

เนื่องจากเมื่อวานเรายืดผมเอง ยืดเสร็จแล้วเป็นยังไง… ผมเสียสิคะงานนี้ (อย่าทำเองเด็ดขาด ไม่ชำนาญจริงๆ ผมเละเทะเหมือนเรานะจ๊ะ..)

เอายังไงหละทีนี้ รับสภาพตัวเองไม่ได้ด้วย… ตัดสิคะ รออะไร !!!

ออกจากที่ทำงานปุ๊บก็ตรงดิ่งไปร้านตัดผมทันที

พี่ที่ตัดผมให้เราเค้าพูดดีมาก เราเซ็งกับผมตัวเองมากๆ คือ มันชี้ๆ แล้วก็แห้งๆ ตรงๆ กระเซอะกระเซิงมาก แล้วผมเราก็ถูกตัดไปเยอะมาก… มากจริงๆ นะ มากจนเสียดาย (T^T เจ็บปวด) ระหว่างที่พี่เค้ากำลังตัดผมอยู่ เราก็พูดขึ้นมาว่า “ไม่น่าเล๊ยยยยย พลาดแล้ว เซ็งจริงๆ”

พี่ที่ตัดผมบอกเราว่า “ไม่นะ เราต้องไม่พูดทำร้ายตัวเองสิ ตอนนี้ก็ตัดออกไปแล้วเนาะ ไอ้ปลายผมที่มันยังชี้ๆ อยู่ ก็คิดซะว่ามันเป็นเทรนเกาหลี ที่ปลายผมกระดกชี้ๆ เดี๋ยวมันยาวผ่านช่วงนี้ไปก็ค่อยมาเล็มใหม่ ยาวอีกก็มาเล็มออก แค่นี้เอง”

เราฟังแล้วแบบ… อืม จริงด้วย ความคิดเราตอนนั้นมันเป็นความคิดที่ทำร้ายตัวเองจริงๆ แถมคิดไปก็ไม่มีประโยชน์อีกต่างหาก

หลังจากฟังประโยคที่พี่เค้าพูดจบ จากเราที่กำลังทำหน้าบูด เราก็ยิ้มออกมา เพราะเรารู้สึกดีกับตัวเองขึ้นจริงๆ ต้องขอบคุณพี่เค้า ที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น ^_^

ระหว่างทางกลับบ้าน เราเลยคิดถึงตัวเอง เวลาที่เราคิดว่าเราถูกคนอื่นทำร้าย จริงๆ แล้วตัวเราเองต่างหากที่เป็นคนทำร้ายตัวเอง เราทำร้ายตัวเราเองด้วยความคิดในแง่ลบ เราทำร้ายตัวเราเองด้วยการไม่เคารพตัวเอง ที่เลวร้ายที่สุดคือ เราทำร้ายตัวเราเองด้วยการไม่รักตัวเอง

การรักตัวเองทำง่ายมาก มากกว่าการวิ่งเอาความรักของเราไปมอบให้คนอื่นเสียอีก

เริ่มต้นง่ายๆ ดูแลตัวเองให้ดี กินอาหารดีมีประโยชน์ ออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อ่านหนังสือดีๆ และอื่นๆ อีกหลากหลายวิธีที่จะดูแลตัวเอง

แต่ละคนก็มีวิธีการดูแลตัวเองที่ไม่เหมือนกัน ซึ่ง ไม่มีวิธีไหนผิด ไม่มีวิธีไหนถูก แค่เพียงเลือกวิธีที่คิดว่าดีที่สุดที่จะทำให้ตัวเองมีความสุข โดยที่ไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอ

ทุกวันนี้เรามีความสุขมากขึ้น เพราะเรารู้วิธีที่จะรัก และทำให้ตัวเองมีความสุข ในแบบฉบับของเราเอง

ถ้าหากว่าวันนี้ยังนึกไม่ออก ยังไม่รู้วิธีที่จะรักตัวเอง..

อย่างน้อยวันนี้แค่หยุดทำร้ายตัวเอง.. ก็พอแล้ว..