ความรักที่หายไป..?

 

เวลาเราทำสิ่งของหายไป
เรามักจะกล่าวโทษคนอื่นก่อน ที่มาเอาของของเราไป
โดยที่บางครั้งเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนคนนั้นเป็นใคร
หรือบางครั้งเราอาจจะวางลืมไว้ที่ไหนสักที่หนึ่งก็ได้
แต่เราได้กล่าวโทษคนอื่นไปแล้ว

ความรักก็เหมือนกัน

เวลาที่ความรักหายไป
เรามักจะกล่าวโทษสิ่งรอบข้าง
จนเราลืมมองหาเหตุผลที่แท้จริง
ว่าทำไมความรักถึงหายไป

จริงๆ ความรักไม่ได้หายไปไหน
ความรักอยู่รอบตัวเราตลอด
เราเองต่างหากที่พยายามทำตัวเป็นเจ้าของ
ทั้งที่ความรักไม่ต้องการให้ใครมาจองจำไว้
เหมือนคนเราโดนกักขังเอาไว้ในห้อง
เราก็จะพยายามทำทุกวิถีทางที่จะออกมาจากห้องนั้นให้ได้

ความรักก็เหมือนกัน

พอถูกขัง ก็จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ออกมามีอิสระ
พอวันหนึ่งเราพบว่า ความรักไม่ได้อยู่ในห้องนั้นแล้ว
เราก็โทษสิ่งต่างๆ นาๆ ที่ทำให้เราเศร้า
ทั้งๆ ที่เราเองนั่นแหละ ที่เป็นคนทำให้ความรักหายไป

ดังนั้น
จงปล่อยให้ความรักอยู่กับเราอย่างมีอิสระ
มีช่องว่างที่พอดีซึ่งกันและกัน มีความปรารถนาดีให้กัน แบ่งปันทุกข์และสุขร่วมกัน
แบบนี้ความรักก็จะไม่หายไปไหน
เพราะเราให้อิสระกับความรัก
แต่ที่สำคัญที่สุด คือ เราได้ให้อิสระกับตัวเราเอง

นั่นคือ การไม่ได้เป็นเจ้าของความรัก และไม่ให้ความรักมาเป็นเจ้าของชีวิตเรา

พอเป็นแบบนี้แล้ว เรากับความรัก น่าจะอยู่ด้วยกันได้อย่างสบายใจ ไม่กดดัน ไม่อึดอัด…

จริงไหมความรัก?

ป่วยกาย = (แค่) ไม่สะดวก

วันก่อน (วันไหนสักวันเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว) ไปทำงานแบบป่วยๆ ปวดหัว ปวดตา อยากจะนอนพักมาก ณ จุดนั้น นี่คงจะเป็นสัญญาณที่ร่างกายเริ่มฟ้องเจ้าของมันแล้วสินะ ว่าไม่ไหวแล้ว ต้องรีบดูแลฉันด่วนๆ เป็นผลให้ทำงานได้ไม่เต็มที่เลย ทำเสร็จไปแค่อย่างเดียวเอง ต้องขอโทษหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานด้วย 
แม้ว่าร่างกายเราจะป่วย แต่สภาพจิตใจเรายังดีอยู่นะ เรายังเฮฮา ยังเม้ามอย กับพี่ๆ เพื่อนๆ ที่ทำงานได้อยู่ 

ทำให้เรานึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่เราเคยอ่านสมัยเรียนมัธยมฯ ต้น หนังสือเล่มนี้ ชื่อว่า “ไม่ครบห้า” โดย โอโตทาเกะ ฮิโรทาดะ เป็นหนังสือแปลจากภาษาญี่ปุ่น

  
เรื่องราวเกี่ยวผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งก็คือผู้เขียนนั่นเอง ที่เกิดมา มีแขน ขา ไม่ครบเหมือนคนอื่นๆ แต่ด้วยความที่เขามีจิตใจที่เข้มแข็ง และมีครอบครัวที่ดี ทำให้เขามีจิตใจที่แข็งแรงมาก และที่น่าทึ่งคือ เขาชอบเล่นกีฬา และเป็นอาจารย์สอนบาสเกตบอล!!!… น่าทึ่งใช่ไหมหละ? 

เราจำข้อความหนึ่งได้แม่น ว่า “ความพิการ คือ ความไม่สะดวก แต่ไม่ใช่ความไม่สบาย” เราอ่านข้อความนี้จบ เราก็เข้าใจและเห็นด้วยกับข้อความนี้มากๆ 

เวลาเราไม่สบาย เรามักจะเอาแต่คิดและบอกตัวเองว่า เราป่วยนะ ไม่ไหวแล้วหละ ทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองมาก ทั้งที่เราอาจจะไม่ได้ป่วยหนักขนาดนั้นก็ได้ จริงๆ แล้วเราต่างหากที่คอยเอาแต่บอกตัวเอง ย้ำกับตัวเองว่า นี่ฉันป่วยนะ ไม่สบายนะ ฉันไม่ไหวแล้วนะ ฉันทนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

เราคิดว่า พอเราบอกตัวเองแบบนั้นบ่อยๆ จิตใจเราจะสั่งสมองให้เชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง สมองมันก็สั่งให้เราป่วย สั่งให้เราทนไม่ไหวจริงๆ

ถ้าอย่างนั้นแล้วเราลองมาสั่งสมองเราใหม่ดีไหม? ป้อนคำสั่งลงไปใหม่ ใส่แต่ความคิดที่ดีๆ ให้กำลังใจ เป็นความคิดในแง่บวกให้กับสมองของเรา จนกระทั่งสมองเชื่อแบบนั้นจริงๆ เพื่อไม่ให้จิตใจเราป่วยไปตามร่างกายที่กำลังไม่สบาย และยังช่วยให้รู้สึกดีกับตัวเองอีกด้วย

แล้วก็ต้องไม่ลืมที่จะยิ้มให้กับตัวเองนะ ^_____^

ป่วยกาย แต่ไม่ป่วยใจ

——-

(ขอบคุณรูปภาพจาก https://www.google.co.th/search?q=%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%B2&ie=UTF-8&oe=UTF-8&hl=en-us&client=safari&gws_rd=cr&ei=E01PVrb0CcKvuQSxrY6YBg#gws_rd=cr&imgrc=ai0KN1nSUh5q1M%3A

ทำร้ายตัวเอง

เนื่องจากเมื่อวานเรายืดผมเอง ยืดเสร็จแล้วเป็นยังไง… ผมเสียสิคะงานนี้ (อย่าทำเองเด็ดขาด ไม่ชำนาญจริงๆ ผมเละเทะเหมือนเรานะจ๊ะ..)

เอายังไงหละทีนี้ รับสภาพตัวเองไม่ได้ด้วย… ตัดสิคะ รออะไร !!!

ออกจากที่ทำงานปุ๊บก็ตรงดิ่งไปร้านตัดผมทันที

พี่ที่ตัดผมให้เราเค้าพูดดีมาก เราเซ็งกับผมตัวเองมากๆ คือ มันชี้ๆ แล้วก็แห้งๆ ตรงๆ กระเซอะกระเซิงมาก แล้วผมเราก็ถูกตัดไปเยอะมาก… มากจริงๆ นะ มากจนเสียดาย (T^T เจ็บปวด) ระหว่างที่พี่เค้ากำลังตัดผมอยู่ เราก็พูดขึ้นมาว่า “ไม่น่าเล๊ยยยยย พลาดแล้ว เซ็งจริงๆ”

พี่ที่ตัดผมบอกเราว่า “ไม่นะ เราต้องไม่พูดทำร้ายตัวเองสิ ตอนนี้ก็ตัดออกไปแล้วเนาะ ไอ้ปลายผมที่มันยังชี้ๆ อยู่ ก็คิดซะว่ามันเป็นเทรนเกาหลี ที่ปลายผมกระดกชี้ๆ เดี๋ยวมันยาวผ่านช่วงนี้ไปก็ค่อยมาเล็มใหม่ ยาวอีกก็มาเล็มออก แค่นี้เอง”

เราฟังแล้วแบบ… อืม จริงด้วย ความคิดเราตอนนั้นมันเป็นความคิดที่ทำร้ายตัวเองจริงๆ แถมคิดไปก็ไม่มีประโยชน์อีกต่างหาก

หลังจากฟังประโยคที่พี่เค้าพูดจบ จากเราที่กำลังทำหน้าบูด เราก็ยิ้มออกมา เพราะเรารู้สึกดีกับตัวเองขึ้นจริงๆ ต้องขอบคุณพี่เค้า ที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น ^_^

ระหว่างทางกลับบ้าน เราเลยคิดถึงตัวเอง เวลาที่เราคิดว่าเราถูกคนอื่นทำร้าย จริงๆ แล้วตัวเราเองต่างหากที่เป็นคนทำร้ายตัวเอง เราทำร้ายตัวเราเองด้วยความคิดในแง่ลบ เราทำร้ายตัวเราเองด้วยการไม่เคารพตัวเอง ที่เลวร้ายที่สุดคือ เราทำร้ายตัวเราเองด้วยการไม่รักตัวเอง

การรักตัวเองทำง่ายมาก มากกว่าการวิ่งเอาความรักของเราไปมอบให้คนอื่นเสียอีก

เริ่มต้นง่ายๆ ดูแลตัวเองให้ดี กินอาหารดีมีประโยชน์ ออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อ่านหนังสือดีๆ และอื่นๆ อีกหลากหลายวิธีที่จะดูแลตัวเอง

แต่ละคนก็มีวิธีการดูแลตัวเองที่ไม่เหมือนกัน ซึ่ง ไม่มีวิธีไหนผิด ไม่มีวิธีไหนถูก แค่เพียงเลือกวิธีที่คิดว่าดีที่สุดที่จะทำให้ตัวเองมีความสุข โดยที่ไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น แค่นี้ก็น่าจะเพียงพอ

ทุกวันนี้เรามีความสุขมากขึ้น เพราะเรารู้วิธีที่จะรัก และทำให้ตัวเองมีความสุข ในแบบฉบับของเราเอง

ถ้าหากว่าวันนี้ยังนึกไม่ออก ยังไม่รู้วิธีที่จะรักตัวเอง..

อย่างน้อยวันนี้แค่หยุดทำร้ายตัวเอง.. ก็พอแล้ว..

แยกแยะ

วันนี้รู้สึกว่าทำงานไม่ค่อยได้ดั่งใจตัวเองเลย
เพราะมีบางสิ่งบางอย่างรบกวนจิตใจเราตลอดวัน
โชคดีที่ไม่ยุ่งมากเท่าไหร่ เลยพอจะให้อภัยตัวเองได้ (หัวหน้าจะให้อภัยหรือไม่นั้นเราเองก็ไม่แน่ใจนัก)

แต่จริงๆ เราว่าสิ่งที่ควรจะทำให้ได้ ณ ตอนนั้น ก็คือ…

แยกแยะ

แยกแยะ งาน กับ เรื่องส่วนตัว ออกจากกัน ในเวลาทำงาน
แยะแยะ ชีวิตส่วนตัว กับ เรื่องงาน ออกจากกันตอนอยู่บ้าน หรือ ในเวลาพักผ่อน
แยกแยะ สมาธิ ให้จดจ่ออยู่กับปัจจุบัน ไม่ใช่อยู่กับ อดีต หรือ อนาคต
แยกแยะ ตัวเอง ออกจากสิ่งต่างๆ ที่รบกวนจิตใจเรา ที่ทำให้ออกจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ออกจากสิ่งที่กำลังทำอยู่

สิ่งที่คิด … แค่นี้เอง ทำไมจะทำไม่ได้?
ความเป็นจริง … ถ้าจิตใจไม่แกร่ง ไม่แข็งแรงพอ ก็ยากพอดูเลยทีเดียว

สำหรับเรา… เราเป็นอย่างหลัง… คือ จิตใจเรายังไม่แข็งแรงพอ

จากนี้ไปเราคงต้องเริ่มจัดการ “แยกแยะ” ให้ดีๆ
เพราะเวลามีอะไรมากระทบจิตใจแล้ว เราจะรู้สึกแบบนั้นไปตลอดทั้งวัน
ซึ่งไม่เป็นผลดีกับตัวเราเองเลย

เริ่มจากอะไรดี
คงจะต้องเริ่มจากการตระหนักรู้ คือ รู้ตัวเอง หรือ awareness ก่อนอันดับแรก

เช่น

รู้ตัวเอง ว่า กำลังทำอะไรอยู่
รู้ตัวเอง ว่า กำลังจดจ่อกับสิ่งไหน และ สิ่งๆ นั้นเป็นปัจจุบัน หรือไม่

ดูเหมือนง่าย แต่ไม่เลย
เพราะถ้าเราไม่เคยฝึกฝน จิตใจคนเรามักจะอ่อนแอไปตามสิ่งแวดล้อมได้ง่าย
หรือแม้กระทั่งคนที่ฝึกฝนมาแล้ว ก็ยังมีบางเวลา ที่อ่อนไหวได้

ตัวเราเองเป็นแค่คนธรรมดา
บางครั้งรู้ตัวบ้าง บางครั้งไม่รู้ตัวบ้าง ก็เป็นธรรมดา
สิ่งที่สำคัญอยู่ตรงที่ว่า…
เราจะรู้ตัวเองได้ ช้า หรือ เร็ว

ยิ่งเรารู้ตัวเองได้เร็วเท่าไหร่
เรายิ่งกลับมาอยู่กับปัจจุบันได้เร็วเท่านั้น

เมื่อเรากลับมาอยู่กับปัจจุบันได้แล้ว
เราก็จะสามารถแยกแยะได้ว่า สิ่งที่ควรทำในปัจจุบันขณะนั้นคือสิ่งใด
เราก็จะมีสมาธิ มีความตั้งใจ จดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น แล้วเราก็จะมีความสุขกับมัน

ให้เริ่มต้นด้วยการ แยกแยะ และ รู้ตัวเอง ให้ตั้งใจทำ จดจ่อ อยู่กับปัจจุบัน
แล้วสิ่งที่เราทำอยู่ ณ ขณะนั้นมันได้สำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง

ลืมนึกถึงตัวเอง

ลืมนึกถึงตัวเอง 

คนเราบางทีก็นึกถึงคนอื่นจนลืมนึกถึงตัวเอง

ลืมว่าตัวเราเองนั้นมีชีวิต มีจิตใจ มีความรู้สึก เช่นเดียวกันกับคนอื่น

 

เรามักจะนึกถึงความรู้สึกคนอื่นก่อนเสมอ…

การนึกถึงความรู้สึกของคนอื่นเป็นสิ่งที่ดี ที่ควรปฏิบัติ

แต่บางครั้งเราก็คิดถึงความรู้สึกของคนอื่นโดยที่ ละเลย จนกระทั่ง เบียดเบียนความรู้สึกของตัวเอง

 

ทำอย่างไร จึงจะนึกถึงคนอื่นให้น้อยลง..

ไม่สิ.. ต้องบอกว่า ทำอย่างไรจะนึกถึงตัวเองให้มากขึ้น

 

การนึกถึงตัวเองสำหรับเรา คือ…

รักตัวเอง

โอ๋ตัวเอง

ดูแลตัวเอง

 

พอเราทำทุกอย่างเพื่อดูแลความรู้สึกของตัวเองได้แล้ว

เราจะไม่มีเวลามานั่งนึกถึงความรู้สึกของคนอื่นเลย

 

ทำได้บ้างไม่ได้บ้างก็ไม่เป็นไร

เราเริ่มต้นดูแลตัวเองใหม่ได้ตลอดเวลา

 

เราไม่ได้บอกให้เห็นแก่ตัว

 

แต่เราต้องนึกถึงความรู้สึกคนอื่นอย่างมีขอบเขต

โดยที่ไม่ให้ความรู้สึกนั้นย้อนกลับมาทำร้ายเรา

 

เหมือนที่เราเคยได้ยินประโยคที่ว่า “เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด”

 

ดังนั้น เวลาที่เรารู้ตัวว่าเอาความรู้สึกของตัวเองไปคิดถึงคนอื่น.. มากเกินไป..

เราต้องเอาตัวเองออกมาจากตรงจุดนั้น

และจะต้องกลับมาดูแลความรู้สึกของตัวเองให้ได้เร็วที่สุด

 

ตอนนี้เรามีตัวเราเอง

เราเป็นเจ้าของความคิดของตัวเอง

จึงต้องดูแลความคิด ความรู้สึกของตัวเองให้ดี

เราถึงจะสามารถดูแลความรู้สึกของคนอื่นได้

 

ถ้าวันนี้เรายังดูแลความรู้สึกของตัวเองไม่ได้

เราก็ไม่ควรที่จะยื่นมือไปดูแลความรู้สึกของคนอื่น

 

เริ่มต้นดูแลความรู้สึกของตัวเองเสียตั้งแต่วันนี้

ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร

เราก็จะไม่เสียใจ…

ที่วันนี้เราได้เริ่มต้นดูแลความรู้สึกของตัวเอง…